BMW 120d

BMW 120d

บีเอ็มดับเบิลยู นำซีรีส์ 1 กลับมาอีกครั้ง โดยเจาะกลุ่มรถสปอร์ต ที่มีความคล่องตัวสูงในรุ่น 120d Coupe

ปีที่แล้ว บีเอ็มดับเบิลยูประสบ ความสำเร็จอย่างสูงกับการเปิดตลาดรถเฉพาะกลุ่ม รุ่นพิเศษต่างๆ แม้ว่าจะเป็นรถนำเข้าหรือ CBU ที่มีราคาสูง แต่ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเอ็ม หรือ คูเป้ หรือ เอ็กซ์ 5 ดีเซล เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ยอดขายของค่ายใบพัดสีฟ้าเติบโตขึ้น ขณะที่ตลาดรถยนต์โดยรวมถดถอยลง

แต่เมื่อหลายปีที่แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู ไม่ประสบความสำเร็จกับการเปิดตัว ซีรีส์ 1 รถที่เล็กที่สุดของค่ายนี้ ทั้งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถที่มีสมรรถนะที่ดี แต่ด้วยรูปลักษณ์การเป็นรถ 4 ประตู แต่มีขนาดเล็กทำให้ตลาดไม่รับ เพราะหลายคนมองว่า ถ้าเป็นซีดาน หรือ 5 ประตู อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับ ซีรีส์ 3 ทำให้ต้องหยุดทำตลาดไป

ปีนี้ บีเอ็มดับเบิลยู นำซีรีส์ 1 กลับมาอีกครั้ง แต่ไม่ได้มาในรูปแบบเดิม แต่เลือกนำรุ่นคูเป้เข้ามาแทน แน่นอนมันจะกลายเป็นรถในตลาดเฉพาะกลุ่มนั่นคือกลุ่มสปอร์ต ที่มีความคล่องตัวสูง 120d Coupe เป็นรุ่นที่บีเอ็มดับเบิลยูเลือกทำตลาด ด้วยราคา 3.66 ล้านบาท

เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ยืนยันถึงความสามารถของวิศวกรเครื่องยนต์ที่สามารถทำ ให้เครื่องยนต์ตัวเดียว คือ ดีเซล 2.0 ลิตร ใส่ได้กับตัวถังหลายๆ รุ่น ไม่ว่าจะเป็น ซีรีส์ 1 ซีรีส์ 3 ซีรีส์ 5 รวมถึง เอสยูวีอย่างเอ็กซ์ 3

เครื่องยนต์เทอร์โบตัวนี้ มีความจัดจ้านทีเดียว ให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่รอบกว้าง 1,750-3,000 รอบ/นาที ส่วนอัตราสิ้นเปลืองตามการทดสอบของโรงงานอยู่ที่ 16.4 กม./ลิตร ส่วนผมขับได้เท่าไรเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ

ผมขอพูดถึงเครื่องยนต์ตัวนี้หน่อยครับ มันเป็นคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น ซึ่งใช้ระบบหัวฉีดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของเปียโซ่ ที่เพิ่มแรงดันจาก 1,600 บาร์ เป็น 1,800 บาร์ นั่นทำให้การฉีดน้ำมันทำได้ละเอียดยิ่งขึ้น การเผาไหม้ก็ดีขึ้นตาม ส่งผลต่อกำลัง และอัตราสิ้นเปลือง

ผมเคยถามคนของบีเอ็มดับเบิลยูเหมือน กันว่า จะเพิ่มแรงดันเป็น 2,000 บาร์ ได้ไหม เขาตอบว่าความจริงตอนนี้ก็ทำได้ แต่ว่าอุปกรณ์อื่นๆ ยังไม่สามารถรองรับแรงดันมหาศาลนี้ได้

ผมไปรับ 120d จากย่านกลางเมือง จากนั้นก็ขับวนอยู่ย่านนั้นในสภาพการจราจรที่หนาแน่น ก่อนจะขึ้นทางด่วนออกชานเมือง พักรถสักครู่ แล้วมุ่งหน้าต่อออกต่างจังหวัดทันที

ในสภาพจราจรหนาแน่น 120d มีความคล่องตัวสูงครับ เพราะว่ารถมีขนาดเล็ก แต่เครื่องยนต์ให้กำลังสูง ทำให้มันสามารถลัดเลาะไปตามพื้นที่ว่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ว่าต้องคนที่ชอบอารมณ์สปอร์ตสักหน่อย เพราะว่า 120d เซตพวงมาลัยมาแบบหนักแน่น ระยะฟรีแทบจะไม่มี บวกกับมีขนาดเล็กอาจทำให้ใครที่คุ้นเคยกับการขับรถญี่ปุ่นที่พวงมาลัยเบาๆ จะรู้สึกว่ามันค่อนข้างหนักไปสักหน่อยครับ

อยู่ในเมือง 120d ทำตัวเหมือนเด็กซน คือ ซอกแซก ไปเรื่อยอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อปีนขึ้นทางด่วนยามบ่ายที่ค่อนข้างโล่งได้เท่านั้น มันกลายเป็นเด็กแก่แดดขึ้นมาทันที คำว่าหลังติดเบาะ หาได้กับ 120d ครับ

สำหรับการออกแบบโครงสร้างของ 120d ก็คล้ายๆ กับบีเอ็มดับเบิลยูรุ่น พี่ทั้งหลาย ที่บรรดาวิศวกรจะพยายามทำให้น้ำหนักลงเพลาสมดุลที่สุด คือ หน้า/หลัง 50/50 ซึ่งนั่นจะทำให้รถมีความคล่องตัวสูง และช่วยให้การยึดเกาะถนนที่ดี วิธีการก็คือ ทำอย่างไรจะลดน้ำหนักด้านหน้าลงให้ได้มากที่สุด เพราะด้านหน้านั้นมีเครื่องยนต์วางอยู่ด้วย ทางออกก็คือ เลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา อย่างอะลูมิเนียมสำหรับโครงสร้างด้านหน้า รวมถึงส่วนประกอบของตัวเครื่องยนต์ และตำแหน่งการวางเครื่องที่ชิดใน 120d ใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ซึ่งออกแบบให้เปลี่ยนเกียร์แบบข้ามเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น จาก 5 ไป 2 เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีระบบเปลี่ยนเกียร์ได้ด้วยตัวเราเอง แต่ผมไม่ได้ใช้หรอกครับ เพราะว่าเกียร์ยุคหลังๆ นี้แค่ตั้งไว้ตำแหน่ง D ก็ขับได้สะดวก และสนุกครับ

ผมบ่ายหน้าไปทางตะวันออก มุ่งหน้าพัทยา โดยในรถบรรทุกเกินโควตา เพราะว่า 120d ออกแบบให้นั่ง 4 คน แต่เราเพิ่มเป็น 5 (ไม่รวมเด็กเล็กอีก 1) พร้อมสัมภาระที่อัดแน่นใต้ฝากระโปรงท้ายจนเต็ม

ผมขับเรื่อยๆ สบายๆ ชมถนนชมจันทร์ การเดินทางช่วงดึกทำให้ควบคุมความเร็วได้ไม่ยากนัก โดยเฉลี่ย 120-130 กม./ชม.ถึงที่หมายผมกดดูตัวเลขการสิ้นเปลืองอยู่ที่ 14.5 กม./ชม.ไม่เลวสำหรับรถที่โหลดเต็มที่

ขากลับผมสลัดผู้โดยสารทิ้งไปบ้าง ทีนี้เหลือผู้ใหญ่ 3 เด็กเล็ก 1 มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพ โดยเลือกเส้นทางบายพาส เพื่อมาขึ้นทางยกระดับ บูรพาวิถี หรือชื่อเล่น บางนา-บางปะกง

ปกติผมขับรถทดสอบ จะมีทั้งช่วงช้า ช่วงเร็วปกติ และช่วงเร็วมากๆ แค่บางช่วง แต่เที่ยวนี้ด้วยความจำเป็นบางอย่าง เมื่อออกเดินทางจากแถวๆ บางพระ เมื่อมีโอกาสผมกดคันเร่งให้ 2.0 ลิตร เทอร์โบดีเซล มันกระชากไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ความเร็วระดับ 140-150 ฟ้องผ่านเข็มไมล์ ก่อนที่จะขยับขึ้นไปเป็น 160-180 เมื่อขึ้นทางด่วนได้ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ผมถึงที่หมายแถวบางนาโดยคนในรถไม่มีใครบ่นสักคน

ผมกดดูตัวเลขเฉลี่ยที่รวมกับเที่ยวไป มันลดลงมาอยู่ที่ 12.5 กม./ลิตร แต่คงไม่มีใครต่อว่ามันหรอกครับ

โดย : สินธุ์ชัย ภมรพล กรุงเทพธุรกิจออนไลน์